Website planning

เว็บไซต์บริษัทควรมีหน้าอะไรบ้าง? พร้อมตัวอย่างโครงสร้าง 5 แบบ.

Written by LoremworksGuides for business owners

การทำเว็บไซต์บริษัทในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการมีเพียงหน้าแรกที่บอกว่าบริษัททำอะไร แล้วใส่เบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางติดต่อไว้ท้ายหน้าอีกต่อไป เพราะเว็บไซต์กลายเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ลูกค้าใช้ค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบผู้ให้บริการ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และตัดสินใจว่าจะติดต่อบริษัทหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้งานสามารถค้นหาบริษัทผ่าน Google ได้ตลอดเวลา เว็บไซต์จึงควรทำหน้าที่มากกว่าการเป็น Company Profile ออนไลน์ แต่ควรเป็นทั้งแหล่งข้อมูลสำหรับลูกค้า เครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ และช่องทางสร้าง Lead ให้กับธุรกิจในเวลาเดียวกัน

คำถามที่เจ้าของธุรกิจมักสงสัยคือ เว็บไซต์บริษัทควรมีหน้าอะไรบ้าง? ต้องมีทั้งหมดกี่หน้า? หน้าไหนจำเป็น หน้าไหนเป็นส่วนเสริม และควรวางโครงสร้างเว็บไซต์อย่างไรให้รองรับทั้ง SEO และการปิดการขาย?

บทความนี้จะพาไปดูโครงสร้างเว็บไซต์บริษัทที่ควรมี พร้อมตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์ 5 รูปแบบสำหรับธุรกิจประเภทต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางก่อนเริ่มทำเว็บไซต์จริงได้

เว็บไซต์บริษัทควรมีหน้าอะไรบ้าง?

ไม่มีจำนวนหน้าที่ตายตัวว่าเว็บไซต์บริษัททุกแห่งต้องมี 5 หน้า 10 หน้า หรือ 20 หน้า เพราะจำนวนหน้าที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ ประเภทธุรกิจ จำนวนบริการ และเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์บริษัททั่วไปควรมีโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยตอบคำถามสำคัญของลูกค้าให้ครบ ตั้งแต่บริษัทคือใคร ให้บริการอะไร มีประสบการณ์หรือผลงานอย่างไร ลูกค้าคนอื่นคิดอย่างไร ไปจนถึงสามารถติดต่อบริษัทได้อย่างไร โครงสร้างพื้นฐานที่แนะนำประกอบด้วย

หน้าเว็บไซต์หน้าที่หลักความสำคัญ
Homeแนะนำบริษัทและนำทางผู้ใช้งานRequired
About Usสร้างความน่าเชื่อถือและเล่าตัวตนของบริษัทRequired
Services / Productsอธิบายสินค้าและบริการRequired
Portfolio / Case Studiesแสดงผลงานและผลลัพธ์สำคัญมาก
Blog / Knowledgeสร้าง Organic Traffic และตอบคำถามลูกค้าแนะนำ
Contactเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็น LeadRequired
FAQตอบข้อสงสัยและลดอุปสรรคก่อนติดต่อแนะนำ
Careersรองรับการรับสมัครงานตามความเหมาะสม
News / Updatesสื่อสารข่าวสารขององค์กรตามความเหมาะสม
Privacy Policy / Termsข้อมูลด้านกฎหมายและเงื่อนไขการใช้งานควรมี

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีจำนวนหน้ามากที่สุด แต่อยู่ที่การจัดโครงสร้างให้แต่ละหน้ามีหน้าที่ชัดเจน และเชื่อมโยงกันเป็นเส้นทางเดียวกัน ตั้งแต่การค้นพบเว็บไซต์ไปจนถึงการติดต่อบริษัท

Google เองแนะนำให้เว็บไซต์มีโครงสร้างที่เป็นเหตุเป็นผล ใช้ URL ที่สื่อความหมาย และเชื่อมโยงหน้าที่สำคัญจากหน้าอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะโครงสร้างและ Internal Link ช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน้าได้ง่ายขึ้น

1. หน้าแรก Home Page

หน้าแรกเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดหน้าหนึ่งของเว็บไซต์บริษัท เพราะเป็นจุดที่ผู้ใช้งานจำนวนมากจะเข้ามาเพื่อทำความเข้าใจว่าบริษัทคือใครและมีอะไรให้บริการ

แต่หน้าแรกที่ดีไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่สำหรับใส่ข้อความว่า เราคือบริษัทชั้นนำ หรือ เรามีบริการครบวงจร เพราะข้อความลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจว่าบริษัทสามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เขาได้ ภายในช่วงแรกที่ผู้ใช้งานเปิดเว็บไซต์ ควรสามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วว่า บริษัทนี้ทำอะไร เหมาะกับใคร มีบริการอะไร และถ้าสนใจต้องทำอะไรต่อ

โครงสร้างหน้าแรกที่เหมาะสมอาจประกอบด้วย Hero Section ที่อธิบาย Value Proposition อย่างชัดเจน ตามด้วยบริการหลัก จุดเด่นหรือความเชี่ยวชาญ ผลงาน ลูกค้าหรือกรณีศึกษา รีวิว คำถามที่พบบ่อย และ Call to Action สำหรับติดต่อบริษัท

สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Lead หน้าแรกควรมี CTA ที่ชัดเจน เช่น ขอใบเสนอราคา ปรึกษาโปรเจกต์ ติดต่อทีมงาน หรือดูบริการของเรา แทนที่จะให้ผู้ใช้งานต้องค้นหาเองว่าต้องกดตรงไหนเพื่อเริ่มต้น

หน้าแรกควรมีอะไรบ้าง?

  • Value Proposition ที่เข้าใจง่าย
  • บริการหรือสินค้าหลัก
  • จุดเด่นของบริษัท
  • Portfolio หรือ Case Study
  • รีวิวจากลูกค้า
  • Logo ลูกค้าหรือพันธมิตร
  • FAQ ในประเด็นสำคัญ
  • Call to Action
  • ช่องทางติดต่อ

หน้าแรกจึงควรทำหน้าที่เหมือนประตูทางเข้า ไม่ใช่โกดังที่นำข้อมูลทุกอย่างมาวางรวมกันในหน้าเดียว

2. หน้า About Us หรือเกี่ยวกับบริษัท

หน้า About Us มีหน้าที่ตอบคำถามว่า บริษัทนี้คือใคร มีประสบการณ์อย่างไร และทำไมลูกค้าจึงควรเลือกบริษัทนี้

สำหรับธุรกิจ B2B หรือบริการที่มีมูลค่าการซื้อสูง หน้านี้มีความสำคัญมาก เพราะลูกค้าไม่ได้กำลังซื้อเพียงสินค้า แต่กำลังตัดสินใจว่าจะฝากโปรเจกต์ งบประมาณ หรือข้อมูลสำคัญไว้กับบริษัทหรือไม่ เนื้อหาในหน้า About Us จึงไม่ควรเขียนเพียงประวัติความเป็นมาของบริษัทแบบเรียงตามปี แต่ควรเล่าให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ แนวคิด วิธีการทำงาน ทีมงาน และสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ

หากบริษัทมี Certification, Award, Partner, Client Logo หรือข้อมูลที่ช่วยยืนยันความเชี่ยวชาญ ก็ควรนำมาแสดงในหน้านี้อย่างเหมาะสม

สำหรับธุรกิจที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ การตลาด หรือ Digital Marketing หน้า About Us ยังสามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่กำลังเปรียบเทียบ Agency หลายแห่งได้อีกด้วย

3. หน้า Services หรือบริการ

ถ้า Home Page เป็นหน้าที่สร้างความสนใจ หน้า Services ก็คือหน้าที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจว่า บริษัทสามารถแก้ปัญหาของเขาได้หรือไม่

การทำหน้า Services ที่ดีไม่ควรรวมทุกบริการไว้ในหน้าเดียวแบบข้อความยาว ๆ เพราะบริการแต่ละประเภทอาจตอบโจทย์ Search Intent ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น Agency ที่ให้บริการ Digital Marketing อาจมีบริการ Website Design, Web Development, SEO, Google Ads, Social Media Marketing และ Website Maintenance

แทนที่จะอธิบายทุกอย่างในหน้าเดียว อาจสร้างหน้าแยกสำหรับบริการสำคัญแต่ละประเภท เช่น

  • Web Design
  • Web Development
  • SEO
  • Google Ads / SEM
  • Digital Marketing
  • Website Maintenance

โครงสร้างลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจบริการได้ละเอียดขึ้น และยังเปิดโอกาสให้แต่ละหน้าโฟกัส Keyword และ Search Intent ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น คนที่ค้นหา เว็บไซต์บริษัท ควรได้รับ Landing Page ที่ตอบเรื่องการออกแบบเว็บไซต์โดยเฉพาะ ขณะที่คนค้นหา รับทำ SEO ควรเข้าสู่หน้าที่พูดถึง SEO โดยตรง

สำหรับธุรกิจที่ต้องการทำ SEO อย่างจริงจัง การแยก Service Page ตามบริการที่มีความสำคัญต่อธุรกิจจึงมักมีประโยชน์มากกว่าการทำหน้า Services ขนาดใหญ่เพียงหน้าเดียว

4. หน้า Portfolio หรือ Case Studies

ลูกค้ามักไม่ได้อยากรู้เพียงว่าบริษัทบอกว่าทำอะไรได้ แต่ต้องการเห็นว่าบริษัทเคยทำอะไรมาแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ Portfolio และ Case Studies เป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์บริษัท โดยเฉพาะธุรกิจ Agency, Web Design, Marketing, Software Development, Construction และ Professional Services

Portfolio ที่ดีไม่ควรแสดงเพียงรูปภาพผลงาน แต่ควรอธิบาย Context ของแต่ละโปรเจกต์ เช่น ลูกค้ามีปัญหาอะไร บริษัทเข้าไปช่วยอย่างไร และผลลัพธ์เป็นอย่างไร

ตัวอย่างโครงสร้าง Case Study อาจประกอบด้วย

  • Client / Industry
  • Business Challenge
  • Objective
  • Strategy
  • Solution
  • Execution
  • Result
  • Technologies หรือ Tools ที่ใช้
  • Testimonial

การนำเสนอแบบนี้ช่วยเปลี่ยน Portfolio จาก Gallery รูปภาพให้กลายเป็นหลักฐานว่าบริษัทสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง สำหรับ LoremWorks เอง การมีหน้า Portfolio ที่แสดงทั้งประเภทเว็บไซต์ อุตสาหกรรม และลักษณะงานที่ทำ จะช่วยให้ลูกค้าที่กำลังมองหาบริษัทรับออกแบบเว็บไซต์ประเมินความเหมาะสมได้ง่ายขึ้น

5. หน้า Blog หรือ Knowledge Center

Blog ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเขียนข่าวสารของบริษัท แต่สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำ SEO และสร้าง Organic Traffic ได้

ตัวอย่างเช่น บริษัทรับทำเว็บไซต์อาจสร้างบทความเกี่ยวกับ

  • เว็บไซต์บริษัทควรมีหน้าอะไรบ้าง
  • ทำเว็บไซต์บริษัท ราคาเท่าไหร่
  • Website Design คืออะไร
  • WordPress คืออะไร
  • SEO คืออะไร
  • SEM ต่างจาก SEO อย่างไร
  • Google Ads คืออะไร
  • ทำไมเว็บไซต์โหลดช้า
  • วิธีเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์
  • เว็บไซต์ธุรกิจควรออกแบบอย่างไร

บทความเหล่านี้ช่วยจับ Search Intent ในช่วงที่ผู้ใช้งานยังอยู่ระหว่างการค้นคว้า และสามารถเชื่อมต่อไปยัง Service Page ได้ Google แนะนำให้สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ อ่านง่าย มีโครงสร้างชัดเจน และเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลหรือหน้าที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม ดังนั้น Blog ที่ดีจึงไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่สำหรับโพสต์บทความ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของ SEO Content Strategy และ Customer Journey ของเว็บไซต์

6. หน้า Contact Us

หน้า Contact เป็นหน้าที่มีเป้าหมายแตกต่างจากหน้าอื่นอย่างชัดเจน นั่นคือทำให้ผู้ใช้งานสามารถเริ่มต้นการติดต่อกับบริษัทได้ง่ายที่สุด ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ Email ช่องทาง Social Media แผนที่ และแบบฟอร์มติดต่อ โดยควรเลือกเฉพาะช่องทางที่บริษัทสามารถตอบกลับได้จริง หากเว็บไซต์มีเป้าหมายด้าน Lead Generation ควรพิจารณาเพิ่มข้อมูลใน Form ที่ช่วยให้ทีม Sales เข้าใจความต้องการเบื้องต้น เช่น ประเภทบริการ งบประมาณโดยประมาณ ระยะเวลาที่ต้องการเริ่มโปรเจกต์ หรือรายละเอียดของงาน อย่างไรก็ตาม Form ที่ยาวเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้งานไม่อยากกรอก ดังนั้นควรเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นในขั้นแรก แล้วค่อยเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจาก Lead เข้าสู่กระบวนการ Sales

7. หน้า FAQ

FAQ หรือ Frequently Asked Questions เป็นหน้าที่ช่วยตอบคำถามก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจติดต่อ

ตัวอย่างคำถามสำหรับบริษัทรับออกแบบเว็บไซต์ เช่น

  • ทำเว็บไซต์บริษัทใช้เวลานานแค่ไหน?
  • ทำเว็บไซต์ราคาเท่าไหร่?
  • สามารถแก้ไขเว็บไซต์เองได้หรือไม่?
  • เว็บไซต์รองรับ Mobile หรือไม่?
  • มีบริการดูแลเว็บไซต์หลังส่งมอบหรือไม่?
  • รับทำ SEO หลังจากทำเว็บไซต์หรือไม่?
  • สามารถเชื่อมต่อ Google Analytics และ Search Console ได้หรือไม่?
  • มีบริการ Domain และ Hosting หรือไม่?

FAQ ยังสามารถนำคำถามสำคัญไปใช้ในหน้า Service และ Landing Page ได้ ไม่จำเป็นต้องนำทุกคำถามมารวมไว้ในหน้า FAQ เพียงหน้าเดียว

8. หน้าอื่น ๆ ที่อาจจำเป็นสำหรับเว็บไซต์บริษัท

นอกจากหน้าหลักแล้ว ธุรกิจบางประเภทอาจจำเป็นต้องมีหน้าเพิ่มเติมตามรูปแบบการดำเนินงาน

Careers

เหมาะสำหรับบริษัทที่มีการรับสมัครพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแสดงตำแหน่งงาน วัฒนธรรมองค์กร สวัสดิการ และวิธีสมัคร

News / Updates

เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการสื่อสารข่าวสาร กิจกรรม การเปิดตัวบริการ หรือความเคลื่อนไหวขององค์กร

Testimonials

หากมีรีวิวจากลูกค้าจำนวนมาก สามารถสร้างหน้าเฉพาะสำหรับรวบรวม Testimonial เพื่อช่วยสร้าง Social Proof

FAQ

เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีคำถามจากลูกค้าซ้ำ ๆ หรือมีขั้นตอนการให้บริการที่ค่อนข้างซับซ้อน

Privacy Policy และ Terms of Service

เป็นหน้าที่เกี่ยวข้องกับนโยบายความเป็นส่วนตัวและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์ โดยควรจัดทำให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจและข้อมูลที่เว็บไซต์เก็บจากผู้ใช้งาน

ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์บริษัท 5 แบบ

จำนวนหน้าและโครงสร้างเว็บไซต์ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ ลองดูตัวอย่าง 5 รูปแบบต่อไปนี้

แบบที่ 1: เว็บไซต์บริษัทขนาดเล็ก

เหมาะสำหรับ SME หรือบริษัทที่ต้องการมีเว็บไซต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นช่องทางให้ลูกค้าติดต่อ

โครงสร้าง

Home
├── About Us
├── Services
├── Portfolio
├── Blog
└── Contact

โครงสร้างนี้ไม่ซับซ้อนและสามารถเริ่มต้นได้ด้วยประมาณ 5–6 หน้าหลัก เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีบริการไม่มากและต้องการควบคุมงบประมาณ

จุดสำคัญคือไม่ควรพยายามสร้างหน้าเยอะเพียงเพื่อให้เว็บไซต์ดูใหญ่ หากแต่ละหน้าไม่มีข้อมูลหรือไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

แบบที่ 2: เว็บไซต์บริษัทบริการ Professional Services

เหมาะสำหรับ Agency, Consultant, Accounting Firm, Law Firm, IT Company หรือบริษัทที่ขายบริการ

โครงสร้าง

Home
├── About Us
├── Services
│ ├── Service A
│ ├── Service B
│ └── Service C
├── Case Studies
├── Testimonials
├── Blog
├── FAQ
└── Contact

โครงสร้างนี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Lead เพราะผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ Service Page ที่ตรงกับความต้องการ และอ่าน Case Study ก่อนตัดสินใจติดต่อ

แบบที่ 3: เว็บไซต์บริษัทที่เน้น SEO

หากเป้าหมายหลักคือการสร้าง Organic Traffic ควรออกแบบโครงสร้างโดยคิดถึง Search Intent ตั้งแต่แรก

โครงสร้าง

Home
├── Services
│ ├── Service A
│ ├── Service B
│ └── Service C
├── Solutions
│ ├── Solution A
│ ├── Solution B
│ └── Solution C
├── Blog
│ ├── Topic A
│ ├── Topic B
│ └── Topic C
├── Case Studies
└── Contact

โครงสร้างแบบนี้ช่วยให้สามารถสร้าง Topic Cluster และเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเข้าหากันได้ โดยควรวาง Internal Link อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ใส่ลิงก์ทุกหน้าเข้าหากันแบบไม่มีบริบท

Google ระบุว่า Internal Links และ Anchor Text ที่สื่อความหมายช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจหน้าที่ลิงก์ไปได้ดีขึ้น

แบบที่ 4: เว็บไซต์บริษัทที่เน้น Lead Generation

หากเป้าหมายของเว็บไซต์คือการสร้างลูกค้าใหม่ โครงสร้างควรเน้นการพาผู้ใช้งานจากการทำความรู้จักบริษัทไปสู่การติดต่อ

โครงสร้าง

Home
├── Services
├── Case Studies
├── Industries / Solutions
├── Pricing
├── FAQ
├── Blog
└── Contact / Request a Quote

จุดสำคัญของโครงสร้างนี้คือทุกหน้าควรมี Next Step ที่ชัดเจน เช่น ดูผลงาน ติดต่อทีมงาน ขอใบเสนอราคา หรือปรึกษาโปรเจกต์

ไม่จำเป็นต้องทำ CTA ทุกส่วนให้เหมือนกัน แต่ควรมีเส้นทางให้ผู้ใช้งานไปต่อได้เสมอ

แบบที่ 5: เว็บไซต์บริษัทขนาดกลางถึงใหญ่

สำหรับองค์กรที่มีบริการหลายประเภท มีหลายกลุ่มลูกค้า หรือมีหลายอุตสาหกรรมที่ต้องการเจาะ เว็บไซต์อาจมีโครงสร้างที่ละเอียดขึ้น

โครงสร้าง

Home
├── About Us
│ ├── Company Profile
│ ├── Our Team
│ ├── Partners
│ └── Careers
├── Services
│ ├── Service A
│ ├── Service B
│ ├── Service C
│ └── Service D
├── Industries
│ ├── Industry A
│ ├── Industry B
│ └── Industry C
├── Portfolio / Case Studies
├── Insights
│ ├── Blog
│ ├── News
│ └── Resources
├── FAQ
└── Contact

โครงสร้างนี้ช่วยให้สามารถรองรับเนื้อหาจำนวนมากและสร้าง Landing Page สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันได้

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเว็บไซต์มีจำนวนหน้ามาก การวาง Information Architecture และ Internal Link ก็ยิ่งสำคัญ เพราะโครงสร้างที่ซับซ้อนแต่ไม่มีระบบอาจทำให้ผู้ใช้งานหลงทางและทำให้ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน้าได้ยากขึ้น

เว็บไซต์บริษัทควรออกแบบโครงสร้างอย่างไรให้รองรับ SEO?

การทำ SEO ไม่ควรเริ่มหลังจากเว็บไซต์สร้างเสร็จ แต่ควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนวาง Sitemap และ Information Architecture เริ่มจากการกำหนดว่าธุรกิจมีบริการอะไร กลุ่มลูกค้าคือใคร และลูกค้าใช้คำค้นหาอะไร จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดกลุ่มเป็นหน้าเว็บไซต์

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทรับทำ Digital Marketing มีบริการหลัก 4 ประเภท ได้แก่ SEO, Google Ads, Social Media และ Website Design ก็อาจสร้าง Service Page แยกกัน แล้วสร้างบทความสนับสนุนแต่ละบริการ

SEO
→ SEO คืออะไร
→ SEO ราคาเท่าไหร่
→ On-page SEO คืออะไร
→ Technical SEO คืออะไร

Google Ads
→ Google Ads คืออะไร
→ Google Ads ราคาเท่าไหร่
→ Search Ads คืออะไร
→ วิธีเลือก Keyword สำหรับ Google Ads

จากนั้นเชื่อมโยงบทความเหล่านี้กลับไปยัง Service Page ที่เกี่ยวข้อง

วิธีคิดแบบนี้ทำให้เว็บไซต์ไม่ได้มีเพียงหน้าเว็บจำนวนมาก แต่แต่ละหน้ามีบทบาทในการตอบ Search Intent และสนับสนุนหน้าเป้าหมาย นอกจากนี้ URL ก็ควรสื่อความหมาย เช่น /services/web-design/ จะเข้าใจง่ายกว่า URL ที่ประกอบด้วยตัวเลขหรือรหัสที่ไม่สื่อความหมาย Google แนะนำให้ใช้ URL ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่าเนื้อหาของหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร

โครงสร้าง Heading ก็สำคัญ

นอกจาก Sitemap และ Internal Link แล้ว การจัด Heading ภายในแต่ละหน้าก็ควรมีลำดับที่ชัดเจน โดยทั่วไป H1 ใช้สำหรับหัวข้อหลักของหน้า จากนั้นใช้ H2 และ H3 เพื่อแบ่งหัวข้อย่อยตามลำดับ ตัวอย่างเช่น

H1: รับออกแบบเว็บไซต์บริษัท

H2: ทำไมธุรกิจควรมีเว็บไซต์บริษัท

H2: บริการออกแบบเว็บไซต์ของเรา

H3: Corporate Website

H3: E-commerce Website

H3: Landing Page

H2: ขั้นตอนการทำเว็บไซต์

โครงสร้าง Heading ที่เป็นลำดับช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจโครงสร้างเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้เทคโนโลยีช่วยเหลือ เช่น Screen Reader สามารถนำทางผ่านเนื้อหาได้สะดวกขึ้นด้วย

แล้วเว็บไซต์บริษัทควรมีกี่หน้า?

คำตอบคือ ไม่มีจำนวนหน้าที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ บริษัทขนาดเล็กที่มีบริการเพียง 2–3 อย่างอาจใช้เว็บไซต์ประมาณ 5–10 หน้าก็เพียงพอ ขณะที่บริษัทที่มีบริการหลายประเภทและต้องการทำ SEO อย่างจริงจังอาจมีหลายสิบหรือหลายร้อยหน้าได้ สิ่งที่ควรถามมากกว่าว่าเว็บไซต์ควรมีกี่หน้าคือ

ลูกค้าต้องการข้อมูลอะไร?

ลูกค้าจะค้นหาเราด้วย Keyword อะไร?

บริการไหนสร้างรายได้ให้บริษัท?

ลูกค้าต้องใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจ?

หน้าไหนควรสร้าง Organic Traffic?

หน้าไหนมีหน้าที่สร้าง Lead?

เมื่อคิดจากคำถามเหล่านี้ จำนวนหน้าจะเริ่มชัดเจนขึ้นเอง เว็บไซต์ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนหน้ามากที่สุด แต่ควรมีโครงสร้างที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและเป้าหมายทางธุรกิจ

เว็บไซต์บริษัทที่ดีควรมีอะไรบ้าง?

หากกำลังเริ่มทำเว็บไซต์บริษัทใหม่ โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้คือ

Home → About → Services → Portfolio / Case Studies → Blog → Contact

จากนั้นจึงเพิ่ม FAQ, Testimonials, Careers, Industries, Resources หรือ Landing Pages ตามเป้าหมายของธุรกิจ หากต้องการทำ SEO อย่างจริงจัง ควรคิดเรื่อง Keyword, Search Intent, URL Structure, Heading และ Internal Link ตั้งแต่ขั้นตอนวางโครงสร้างเว็บไซต์ ไม่ใช่ค่อยกลับมาแก้หลังเว็บไซต์เปิดใช้งานแล้ว และหากเว็บไซต์มีเป้าหมายในการสร้างลูกค้าใหม่ ทุกหน้าก็ควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า หลังจากผู้ใช้งานอ่านข้อมูลหน้านี้แล้ว เขาควรทำอะไรต่อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เว็บไซต์บริษัทที่ดีไม่ใช่เว็บไซต์ที่มีจำนวนหน้ามากที่สุด หรือมีดีไซน์ที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือเว็บไซต์ที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจธุรกิจได้ง่าย เชื่อมั่นในบริษัท และสามารถเดินทางไปสู่การติดต่อหรือซื้อบริการได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับธุรกิจที่กำลังวางแผนสร้างเว็บไซต์ใหม่ การเริ่มต้นจาก Sitemap และ Customer Journey ก่อนออกแบบ Visual Design จะช่วยให้เว็บไซต์มีโครงสร้างที่ตอบโจทย์ธุรกิจมากกว่าเริ่มจากการเลือก Template แล้วค่อยนำเนื้อหามาใส่ภายหลัง

LoremWorks ให้บริการตั้งแต่ Web Design, Web Development, SEO & Digital Marketing, Website Maintenance รวมถึง Domain & Hosting เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีเว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแสดงข้อมูล แต่สามารถต่อยอดเป็นช่องทางสร้างตัวตนและโอกาสทางธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บไซต์บริษัท

เว็บไซต์บริษัทต้องมีหน้า About Us หรือไม่?

แนะนำให้มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะหน้า About Us สามารถใช้สื่อสารประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ทีมงาน และจุดเด่นของบริษัทได้ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาไม่จำเป็นต้องยาวมาก แต่ควรตอบคำถามว่าบริษัทคือใครและเหตุใดลูกค้าจึงควรเลือกใช้บริการ

เว็บไซต์บริษัทต้องมี Blog หรือไม่?

ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จำเป็นต้องมี Blog แต่หากมีเป้าหมายในการทำ SEO และสร้าง Organic Traffic ในระยะยาว Blog ถือว่ามีประโยชน์มาก เพราะสามารถสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามจาก Search Intent และเชื่อมโยงกลับไปยังบริการที่เกี่ยวข้องได้

เว็บไซต์บริษัทควรมี Portfolio หรือไม่?

หากเป็นธุรกิจที่ให้บริการ แนะนำให้มี เพราะลูกค้าต้องการเห็นตัวอย่างผลงานก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะธุรกิจ Agency, Web Design, Marketing, Construction, Consulting และ Professional Services

เว็บไซต์บริษัทควรมีกี่หน้า?

ไม่มีจำนวนตายตัว เว็บไซต์ควรมีจำนวนหน้าตามบริการ กลุ่มลูกค้า และเป้าหมาย SEO ของธุรกิจ โดยเว็บไซต์ขนาดเล็กอาจเริ่มจาก 5–6 หน้าหลัก ส่วนเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO และสร้าง Landing Page สำหรับหลายกลุ่มเป้าหมายอาจต้องมีจำนวนหน้ามากกว่านั้น

สามารถรวมทุกบริการไว้ในหน้าเดียวได้หรือไม่?

สามารถทำได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากแต่ละบริการมี Keyword และ Search Intent แตกต่างกัน การสร้างหน้าแยกสำหรับบริการสำคัญจะช่วยให้สามารถอธิบายรายละเอียดได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานมากกว่า และสามารถทำ SEO ให้แต่ละบริการได้ชัดเจนขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง

Let’s discuss your project

An idea you’d like to start
Or a system you’d like to improve.

Tell us about your business, goals and concerns
Then we’ll work out a scope that fits

Prepare a project brief

Start with your idea

Share what you know so far. We can work through the rest later.

How would you like to share your brief?

Complete everything online, or attach a brief you have already prepared. A PDF is optional.

Choose a service above to see questions tailored to your project.

Do not include passwords, login credentials or your customers’ personal data in the brief.

One PDF, up to 10 MB. Optional when filling in online.

Your details and any attachment are sent to Loremworks when you submit.